เพื่อการพัฒนาบุคลากรและองค์กร และการนำไปปฏิบัติจริงได้

HRI (Thailand) Co., Ltd. เพื่อการพัฒนาบุคลากรและองค์กร และการนำไปปฏิบัติจริงได้

Cross Working Style x Cross Cultural

What can we learn from our experience?

        บทความที่แชร์ถึงประสบการณ์การทำงานต่างวัฒนธรรม

Yoshikazu Egusa ผู้เป็น Managing Director กับ คุณอุไรวรรณ คูหะเปรมะ Senior Consultant ของ HRI Thailand

เราลองมาอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสารและการทำงานต่างวัฒนธรรมของทั้งสองท่าน
จากประสบการณ์ตรงในแต่ละหัวข้อกันค่ะ

Interviewee Profile

Yoshikazu Egusa

Managing Director

HRI (Thailand) Co.,Ltd.

Uraiwan Khuhaprema (Ja)

Senior Consultant

HRI (Thailand) Co.,Ltd.

อะไรที่ทำให้คุณช็อคมากที่สุดในการทำงานกับคนไทย/ญี่ปุ่น?


Egusa : เรื่องวิธีการสื่อสารเพื่อให้ได้ผลงาน (Output) ออกมาครับ คนไทยไม่ค่อยพูดความเห็น
ออกมาให้ฟัง และถึงจะพูดความเห็นให้ฟัง แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจข้อสรุปของเขาสักเท่าไร และถึงจะบอก
ข้อสรุปให้ฟังได้ แต่เมื่อตั้งคำถามกับข้อสรุปนั้นไป ก็ไม่ได้พูดคุยถึงข้อสรุปนั้น แต่กลับกลายเป็นการตอบกลับมาว่า “ถ้างั้น จะทำตามที่คุณบอกละกัน” ตอนทำงานที่ญี่ปุ่น ทั้งเรากับคู่สนทนาจะพูดคุยกันในลักษณะของการโต้ตอบไปมา เพื่อทำให้ผลงาน (Output) ออกมา ซึ่งตรงนี้ กับคนไทยยังทำไม่ค่อยได้ ทำให้รู้สีกสับสน


Uraiwan : การได้เห็นพัฒนาการของทักษะการทำงานของญี่ปุ่นที่มีความก้าวหน้าไปมากและน่าทึ่ง ญี่ปุ่นมีการส่งเสริมการอบรมทั้งทักษะพื้นฐานและทักษะเฉพาะที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ให้กับพนักงานในทุกสายงาน ทุกระดับงานอย่างทั่วถึงและอย่างสม่ำเสมอ ทำให้คิดว่าสิ่งนี้ส่งผลให้ทำให้ญี่ปุ่นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและมีบุคลากรที่เป็นมืออาชีพมากกว่าประเทศไทย และเห็นว่าบริษัทจัดฝึกอบรมของภาคเอกชน (Training house) ญี่ปุ่นมีบทบาทในเรื่องนี้มาก

สไตล์การทำงานแบบใดที่คุณได้เรียนรู้และคิดว่ามีประโยชน์สำหรับนำไปปรับใช้กับสไตล์การทำงาน
ของคุณ?

Egusa : คิดว่าไม่ควรคิดเอาแต่เรื่องของ “งาน” หรือ Task เท่านั้น แต่จะต้องระวังเรื่องของ “จิตใจ”
ของอีกฝ่ายให้มากขึ้นกว่าตอนที่ทำงานในญี่ปุ่น จะคำนึงอยู่เสมอว่า จะไม่เพียงคิดว่าแค่ให้เขาทำงาน
ให้เราได้ก็พอใจแล้ว

Uraiwan : บริษัท HRI ของเราเป็นบริษัทฝึกอบรมบุคลากร ดังนั้นเราจึงนำเนื้อหาหลักสูตรการอบรม
มาใช้กับการทำงานของเรา เนื้อหาของ Logical Thinking เป็นเรื่องหนึ่งที่ดิฉันมีความประทับใจ เช่น วิธีการประกอบตรรกะ (การให้เหตุผล) เพื่อสนับสนุนสิ่งที่พูดนั้นต้องคำนึงถึงส่วนที่ต้องมองแบบ Objectively หรือ Subjectively, วิธีการพูดแบบ PREP, การคำนึงถึงแกนความคิด จุดยืนของ
คู่สนทนา การสื่อสารทางธุรกิจที่เน้นการมีสติดอยู่กับเป้าหมาย คำนึงถึงสิ่งที่เรียกว่าช่องว่างของสมองและจิตใจ การฟังหัวใจคู่สนทนา ความรู้จาก Time Management ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานได้สำเร็จ เรื่องของ Leadership ที่พูดถึงความสำคัญของการทำ Feedback ที่เปรียบเหมือนของขวัญ, การทำ
1 on 1 meeting เป็นต้น

จากประสบการณ์จากการทำงานนี้ ทำให้ฉุกคิดได้ว่า การที่เราจะเรียนรู้เรื่องใด ไม่ควรฝังใจ มีอคติ ดูแคลน ลองทิ้งความรู้สึกที่ว่า “เรื่องนี้ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย เรื่องที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว”
นี้ออก ให้ลองเปิดใจ ทิ้งความคิดเก่าๆ มองแบบ Zero base ลองเข้าไปเรียนรู้และนำไปปรับใช้ในทำงาน จะทำให้รู้สึกว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ต่อการทำงานของเรา

ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับตอนที่คุณทำงานกับผู้คนที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่าง?

Egusa : คือปัญหาของการผลักดัน วิธีการทำงานของตนเองที่กำหนดขึ้นแต่เพียงฝ่ายเดียวครับ เมื่อพูดถึงบริษัทญี่ปุ่น ผมคิดว่ามีคนจำนวนมากที่ผลักดันรูปแบบสไตล์การทำงานแบบญี่ปุ่น (ให้ลูกน้องคนไทย) โดยไม่รู้ตัว ผมคิดว่าสไตล์ของญี่ปุ่นไม่ใช่มาตรฐานสากล และไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในประเทศไทยเสมอไป เรามักได้ยินเสียงลูกน้องคนไทยพูดว่า “คนญี่ปุ่นทำไมถึงทำไม่ได้หรือยังไง เอาแต่โมโหท่าเดียว ไม่เห็นบอกหรือสอนเลยว่าจะต้องทำยังไงพวกเราถึงจะทำได้”

Uraiwan : ปัญหากับที่ HRI ยังไม่มีนะ แต่อยากย้อนให้ฟังถึงประสบการณ์และความลำบากกับเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยที่เป็นนักเรียนจนถึงวันนี้คือ

1. เรื่องมีความยืดหยุ่นไม่เพียงพอ คนญี่ปุ่นจะบอกและยืนกรานว่า “เราไม่เคยเจอหรือทำแบบนี้มาก่อน เราได้ตัดสินใจจะทำแบบนี้ไปแล้ว” จะไม่ยอมคิดรอบด้านหรือลองพิจารณาอีกครั้ง แต่จะทำตามที่บอกไว้ ซึ่งเมื่อมองผลที่ได้ออกมาก็ไม่ต่างกับสิ่งที่เสนอไป ผลคือเขาไม่ได้ความรู้สึกของการเข้าใจ ความรู้สึกร่วม และได้ใจจากอีกฝ่าย มีแต่เสียเวลา
2. ขาดการสร้างความเข้าใจและขาดการมองรอบด้าน ทำให้มีทัศนคติที่เป็นลบ เช่น พวกต่างชาติก็เป็นอย่างนี้แหละ คนไทยก็เป็นแบบนี้แหละ คนที่ประเทศนั้นก็เป็นแบบนี้แหละ

จากประสบการณ์ของคุณ คุณใช้เวลานานมากน้อยเพียงใดในการปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การทำงาน
ที่ต่างกัน?

Egusa : จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่คิดว่า Adapt ได้สำเร็จนะครับ คิดว่าผมควรปฏิสัมพันธ์กับอีกฝ่ายโดยตั้ง Premise (เงื่อนไขหลัก) ที่ว่าผมไม่อาจเข้าใจอีกฝ่ายได้ 100% ซึ่งเป็นการดีกว่าที่ผมจะคิดว่าตัวผมเข้าใจอีกฝ่ายดีแล้วอย่างนี้ ทำให้ผมมีความรู้สึกของการถ่อมตัวและน่าจะเหมาะกับตัวเองครับ

Uraiwan : ที่ผ่านมามีประสบการณ์การทำงาน คลุกคลีและคุ้นเคยกับคนต่างชาติจากที่เคยไปเรียนที่ญี่ปุ่น กลับมารับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศและเป็นนักการทูต จึงมั่นใจกับการทำความเข้าใจการทำงานกับญี่ปุ่นและต่างชาติและน่าจะปรับตัวเองได้เร็วกว่า ซึ่งเป็นการมองจากตัวเอง

แต่วิธีการทำงานของญี่ปุ่นก็คงจะปรับตัวไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย ฉะนั้น ตัวเองจึงต้องปรับตัวตามไปด้วย ที่ผ่านมา ทำงานในองค์กรที่มีเจ้านายเป็นคนไทย HRI เป็นที่แรกที่มีเจ้านายเป็นญี่ปุ่น ยังหนุ่ม ใจดีและยืดหยุ่น ทำให้ไม่ต้องปรับตัวมากนัก ความที่ดิฉันไม่คุ้นเคยกับเรื่องการพัฒนาทรัพยากรบุคคลมาก่อนมากนัก การมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ทุกครั้งจากเจ้านายที่เป็นมืออาชีพมากๆ ก็รู้สึกดีใจค่ะ

ทำไมคุณจึงคิดว่า การเข้าใจสไตล์การทำงานที่แตกต่างกันจึงมีความสำคัญสำหรับการทำธุรกิจ?


Egusa : บริษัทมีวัตถุประสงค์ มีเป้าหมาย ผมกำลังทำงานโดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการทำให้บรรลุเป้าหมายนี้อยู่และเพื่อสิ่งที่ว่านี้ ผมจึงมีความจำเป็นต้องควบคุมผลงานที่ออกมา
ในการนี้ผมจึงมีความจำเป็นต้องรู้ความคิดความอ่านของอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น


Uraiwan : ธุรกิจมี mission มีวัตถุประสงค์ มีเป้าหมาย การทำให้บรรลุเป้าหมายเป็นบทบาท
ของสมาชิกในองค์กร ซึ่งการลดช่องว่างที่ต่างกันของสมาชิกในองค์กร จะเชื่อมโยงไปถึงการได้ Output ที่พึงประสงค์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดช่องว่างของสมาชิกนั้นพึงต้องมีเรื่องของการรู้ความคิดความอ่านของสมาชิกอย่างลึกซึ้ง ฟังไปที่หัวใจ สร้างความเข้าใจร่วมระหว่างคนในองค์กรด้วยท่าทีที่ยืดหยุ่น นอกจากนี้ การวัดเป้าหมายของบริษัท โดยใช้การวัด
ในเชิงปริมารณแต่เพียงอย่างเดียวจะเพียงพอหรือไม่ มีความจำเป็นที่จะต้องวัดเป้าหมายโดยใช้ระดับความพึงพอใจของสมาชิกหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ซึ่งเป็นการวัดในเชิงคุณภาพ
หรือไม่

    Cross Culture Communication

อะไรคือช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดในการสื่อสารระหว่างคนไทยกับคนญี่ปุ่น?


Egusa : ผมรู้สึกมากๆ กับความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เรียกว่า “ความตั้งใจที่จะทำออกมาให้ดีที่สุด” กับ ”การยึดติด” ในเรื่องต่างๆ จากมุมมองของคนญี่ปุ่นอย่างผม ผมมักคิดและสงสัยบ่อยๆ ว่า ทำไมคนไทยจึงไม่มี “ความตั้งใจที่จะทำออกมาให้ดีที่สุด” แต่จากมุมมองของคนไทย ผมอาจกำลัง
ถูกมองว่า ทำไมผมถึง ”ยึดติด” กับสิ่งนั้นอยู่ตลอด ก็เป็นได้
ไม่ได้บอกว่า อันไหนดี อันไหนไม่ดี ไม่ใช่ทำตามทฤษฎีว่าด้วยความเหนือกว่าด้อยกว่า หากแต่กำลังพยายายามคิดอย่างตรงไปตรงมาถึงวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้ output ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์สำคัญให้ออกมาได้


Uraiwan : วัฒนธรรมที่เรียกว่า「Tatemae-Honne」ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดตามมา คนญี่ปุ่น เมื่อไม่เห็นด้วย ไม่ถูกใจ จะไม่ปฏิเสธตรงๆ แต่เก็บนิ่งเฉย ไม่พูด
บางครั้งกลับตอบกลับว่า “ได้ซิ ได้” ทำนองนี้

ส่วนคนไทยมักจะตีความการนิ่งเฉยหรือคำพูดนั้นของญี่ปุ่นว่า OK/ทำได้ และรับเอามาทำอย่างไม่คิดมาก เราเห็นวัฒนธรรม「Tatemae-Honne」แบบนี้ในคนไทยบ้าง แต่ก็จำกัดเฉพาะกับบางสถานการณ์ ไม่มากเท่าคนญี่ปุ่น คนไทยเป็นคนรักสงบ ใจดี มี spirit ของความเป็นเพื่อนสูง และอาจเพราะได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ ทำให้คนไทยมักใจดี หยิบยื่นน้ำใจกับผู้อื่น ความรู้สึกของการรักษาช่องว่างกับผู้คนมีไม่มากเท่าคนญี่ปุ่น

คุณคิดว่ามีปัจจัยอะไรที่จะช่วยแก้ไขช่องว่างนั้น ?


Egusa : คิดว่าเป็นเรื่องของการที่ยังไงๆ ก็ต้องคุยกันโดยยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก (Fact-based) ในการพูดคุย/อภิปรายกันนั้น สิ่งสำคัญคือการต้องให้มี Output ของการพูดคุยนั้นออกมา
ในการนี้ ผมจึงต้องพูดโดยยึดหลักของข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องแน่นอนที่ต้องทำ


Uraiwan : ระยะสั้น คงต้องหลีกเลี่ยงการตัดสินเอาเองตามอำเภอใจ ควรต้องทำความชัดเจนและ Confirm กับอีกฝ่ายว่าตัวเองตีความถูกต้องหรือไม่

ในระยะยาว คิดและหาวิธีการที่จะรู้อีกฝ่ายให้ลึกซึ้งขึ้นทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับอีกฝ่ายและสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวผู้นั้น (เช่นเรื่องวัฒนธรรม การให้คุณค่า/ค่านิยม) นอกจากนี้ ควรพิจารณาว่าข้อเรียกร้อง ความต้องการที่ตัวเองคาดหวัง ร้องขอจากอีกฝ่ายนั้นมีความชอบธรรม เหมาะสมหรือไม่มากน้อยเพียงใด และเสนอแนวทางการแก้ไขไปยังผู้เกี่ยวข้อง

อะไรคือประเด็นปัญหาที่ยากที่สุดในการประนีประนอมในระหว่างการสนทนา
(ช่วยเล่าจากประสบการณ์ของคุณ) ?


Egusa : เอกสารนำเสนอบริการของเรา (Proposal) นั้น มันมีคุณค่าหรือไม่อย่างไรสำหรับลูกค้า โดยผมวางเกณฑ์การตัดสินเรื่องนี้ไว้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผมคิดอยู่เสมอว่าอยากให้
แผนงาน เนื้อหาการอบรมที่พนักงานบริษัทของผม ได้ทุ่มเทอย่างหนักในการจัดทำขึ้นมานี้และได้รับการยอมรับครับ อีกทั้งคิดว่าในการตัดสินนั้น ผมจะต้องไม่ไขว้เขว แต่จะใช้มุมมองที่ว่าสิ่งที่นำเสนอนั้นมันมีคุณค่าสำหรับลูกค้าหรือไม่


Uraiwan : การทำงานใน HRI ไม่มีปัญหาในการสนทนากับประธานญี่ปุ่นและเพื่อนร่วมงาน ทุกคนทำงานโดยคำนึงถึงคุณค่าที่ลูกค้าประเมินให้ เนื้อหา/Content วิธีการฝึกอบรมที่เราจัดทำขึ้นภายใต้การแนะนำของท่านประธาน ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงเป้าหมายของ HRI ไปพร้อมๆ กันด้วย

เรื่องใดที่ควรตระหนักในยามที่คุณกำลังต้องสื่อสารเรื่องความแตกต่างของวัฒนธรรม?


Egusa : เรื่องของแรงจูงใจ (Motivation) และความเป็นผู้นำ (Leadership) ครับ ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นจุดสำคัญสำหรับการที่จะ “ดึงเอาความเป็นตัวตนของทุกคนออกมา” ซึ่งเป็นภารกิจของบริษัทเราครับ


Uraiwan : หากพูดเฉพาะที่เกี่ยวกับ HRI ก็จะเป็นเรื่องของการตระหนักในเรื่องของความคาดหวังของ HRI กับ Output ในการทำงานของเรา และ Contribution ของเรา ที่จะทำให้กับบริษัทได้ การอยู่รอดของบริษัทกับบทบาทของเรา การทำงานแบบ HRI WAY โดยเฉพาะอยากนำ content ของหลักสูตร
มาใช้ในการทำงาน มีการนำไปใช้ติดตัว การสร้างวัฒนธรรมในการทำงานขององค์กรและอื่นๆ ที่สามารถทำให้ HRI เป็นแบบอย่างให้กับบริษัทอื่นๆ รวมทั้งบริษัทไทย

ทำไมคุณจึงคิดว่า ทุกวันนี้ การเข้าใจการสื่อสารต่างวัฒนธรรมมีความสำคัญ?


Egusa : หากพูดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับบริษัทญี่ปุ่น ผมคิดว่าปัจจัยอันหนึ่งก็คือการเร่งให้เกิด Localization เร็วขึ้นในประเทศไทยครับ การนำหัวข้อที่มีความเป็นนามธรรมและอยู่ในระดับที่ยากกว่าเพื่อมาให้คนไทยและคนญี่ปุ่นใช้ความคิดไปพร้อมๆ กันได้นั้น มีความจำเป็นที่ทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Uraiwan : ยุคนี้เป็นยุคของ Globalization ที่มีการดำเนินไปเรื่อยๆ ภายใต้สภาวะนี้ บุคลากรที่มีความเป็น Global จะทำงานโดยพึ่งพาความสามารถในเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษอย่างเดียวคงไม่เพียงพอแล้ว มีความจำเป็นต้องเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างของอีกฝ่ายเพื่อการสื่อสารที่ราบรื่นกับผู้คนที่เกี่ยวข้อง โดยปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสาร ได้แก่ ความแตกต่างในด้านค่านิยม วัฒนธรรม และ
ศาสนา หรือ ความเชื่อ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อย หากท่านไหนสนใจเรื่องของ Cross Cultural Communication

สามารถดูรายละเอียดการอบรบของเราได้ ที่นี่ https://www.hrithailand.com/training-courseth/