เพื่อการพัฒนาบุคลากรและองค์กร และการนำไปปฏิบัติจริงได้

HRI (Thailand) Co., Ltd. เพื่อการพัฒนาบุคลากรและองค์กร และการนำไปปฏิบัติจริงได้

เสียงตอบรับจากการเข้าร่วมอบรม

TOTO Thailand x HRI Thailand

TOTO Thailand x HRI Thailand
ประสบการณ์การฝึกอบรม

ในช่วงที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสดีที่ได้เข้าสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมอบรมจากทาง TOTO Thailand
ในคอร์ส Logical Thinking และ Problem Solving
แต่ละท่านจะมาเล่าถึงประสบการณ์การอบรมและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในองค์กร

สมาชิก TOTO Thailand

นายปริญญา อัมพรรัตน์
(ยา)

Molding Section Manager
Section Manager
Sanitary Ware Development Department
ทำงานที่ TOTO Thailand : 10 ปี

นางสาวกนกวรรณ บัวตัน
(เก๋)

Marketing Section Manager
Section Manager
Marketing Department
ทำงานที่ TOTO Thailand : 7 ปี

นายกฤษณะ มานะมิ่งมงคล
(เก่ง)

Assistant Employees
Development & GA Sec Manager
Assistant Section Manager
Human Resource Department
ทำงานที่ TOTO Thailand : 5 ปี

Q: คิดว่าจุดเด่นรวมไปถึงวิธีการอบรมของ HRI มีข้อดีหรือแตกต่างจากที่อื่นอย่างไรบ้าง ?

ยา : เนื้อหาผมว่าก็ดี เข้าใจง่ายแล้วก็ค่อนข้างแปลกใหม่ เพราะว่าเนื้อหาส่วนนี้อาจจะไม่มีที่ไหนเขาจะนำเสนอในรูปแบบเฉพาะของ HRI ส่วนอาจารย์ก็สอนโอเค สิ่งที่ผมแปลกใจก็คือมันมี Pre-test  แล้วก็มี Mid-test อบรมเสร็จก็ยังมีการบ้านอีกสองสามอย่าง ซึ่งที่อื่นมันไม่มีอย่างนี้ เวลาทำ test รู้สึกว่ามันได้คิดและก็ได้พัฒนาตัวเองอยู่ครับ เพราะต้องเข้าไปปรึกษาหัวหน้า พออบรมไปเรื่อยๆแล้วได้มีการไปคุยกับหัวหน้างานเรื่อยๆ มันก็ทำให้เรารู้ว่าตัวเราพัฒนาขึ้นเพราะว่าในสิ่งที่หัวหน้าคอมเม้นมันก็เริ่มลดน้อยลง แล้วก็ได้แนวความคิดจากผู้ใหญ่ว่า เออ… ในมุมมองเขา เขามองไปถึง อีก 5 ปีแล้ว อีก 30 ปี แล้วมันจะเป็นยังไง
เก๋ : ตอนแรกคิดว่าจะเหมือนกับการอบรมทั่วไป ต้องมานั่งฟังบรรยาย จดโน๊ตย่อ แต่พอได้เรียนจริงๆแล้ว ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะว่าบรรยากาศในห้องเรียนเน้นการทำกิจกรรมแบบกลุ่ม เป็นการทำ Workshop ที่ให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น แล้วก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานของตัวเองในแต่ละแผนก ทำให้เราได้เข้าใจและมองเห็น การทำงานของเพื่อนร่วมทีมอื่นๆ แล้วก็ตัววิทยากรเอง ก็สนุกสนาน ทำให้บรรยากาศไม่น่าเบื่อ แล้วก็คอยถามไถ่ตลอดถึงความเข้าใจ มีการเน้นย้ำแล้วก็อธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เราเข้าใจจริงๆในเนื้อหาค่ะ รวมไปถึงยังมีแบบทดสอบ ทั้งก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน เราเหมือนได้ทวนบทเรียนไปในตัวทำให้เราสามารถคิดออกได้ว่าเราจะนำไปใช้ ในงานตรงส่วนไหนของเรา ซึ่งในระหว่างการทำแบบทดสอบก็ต้องมีการนำไปพูดคุยกับหัวหน้า ซึ่งหัวหน้างานเองก็ช่วยชี้แนะ ทำให้เราเองก็ได้อะไรใหม่ๆ บางทีเราคิดอาจจะคิดแค่เบื้องต้น แต่ทางหัวหน้างานเขาแนะนำ ทำให้เราเห็นภาพได้กว้างมากขึ้น แล้วเราสามารถเอาไปใช้ได้ค่ะ ก็คิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่แตกต่างค่ะ ทำให้เรารู้ทิศทางในการนำมาใช้ประโยชน์ ได้มากยิ่งขึ้น
เก่ง : ตอนแรกก็คิดว่าแบบมาเรียนต้องเคร่งเครียดแน่เลย น่าจะแบบทฤษฎีแน่เลย แต่โปรแกรมที่ทาง HRI จัดให้ ผมถือว่าเป็น โปรแกรมที่นอกจากที่เราเรียนจริงๆแล้ว ยังได้ฝึกเรื่องของการคิดด้วย ฝึกเรื่องของการทำแบบฝึกหัดด้วย การอบรมแบบนี้คือการที่เราได้นำไปใช้จริงๆนะครับ เพราะมันไม่ใช่อบรมที่จบแล้วจบเลย จะมีการทำแบบฝึกหัดตลอด ตั้งแต่ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน แล้วก็ต้องมีการไปแชร์กับเพื่อนร่วมงานด้วย ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยหรือปรึกษาหัวหน้างานด้วยนะครับ ผมมองว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ดีมากเลยนะสำหรับผม ถ้าเราเรียนเพียงอย่างเดียวแต่เราไม่ได้ไปคุยกับใครเลย ไม่ได้เอาไปฝึกทำ ฝึกพูด ฝึกคิด หรือฝึกเอาไปปรึกษากับทางหัวหน้า มันก็อยู่ในหัวเราอย่างเดียว มันไม่ได้ออกมา ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมา เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่าเป็นการจัดโปรแกรมที่โอเคเลย ดีเลย มันได้ฝึกการนำไปใช้ได้จริงด้วย

Q: ความรู้สึกของการได้อบรมในครั้งนี้?

เก๋ : จากการอบรมครั้งนี้นะคะ ก็รู้สึกประทับใจ ทั้งในตัวเนื้อหาเองหรือตัววิทยากรเอง เรียกว่าเป็นหลักสูตรที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ไม่ใช่หลักสูตรแค่ที่อยู่ในตำรา แต่มีประโยชน์และเข้าใจได้ง่าย สามารถทำให้เรานำไปเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้ได้ด้วย แล้วก็ใช้งานได้จริงตรงนี้เก๋คิดว่าตอบโจทย์ค่ะ สำหรับออฟฟิส สำนักงาน ที่คิดจะอบรมหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง

Q: หลังจากการอบรม ทัศนะคติหรือความคิดในมุมมองของเรามันเปลี่ยนไปบ้างมั้ยครับ แล้วเอาไปปรับใช้อะไรในการทำงานบ้าง?

ยา : เปลี่ยนครับ เช่น เวลามองงานอย่างนี้ครับ บางทีก่อนหน้านี้ ผมย้ายมาแผนกใหม่ เวลาเราฟังเราก็จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูดเลย คนที่มีประสบการณ์มาก่อน คนที่อยู่หน้างานนี้มาก่อน แต่พอ ได้เรียนไปเราก็เรามาคิดก่อน ถึงเหตุแล้วก็ผลของมัน ว่า ถ้าเราลองไปทำอีกทางนึงมันจะได้มั้ย ก็ปรากฏว่าพอเราคิดในอีกแง่นึง แล้วก็คิดถึงผลกระทบที่มันตามมา สามารถพลิกในสิ่งที่คนอื่นเขาทำมาก่อนได้ พิสูจน์ว่าเราทำอีกอย่างนึงได้นะ อีกเรื่องนึง ในการพูดแบบ PREP ก็เหมือนที่ผมบอกตอนต้นว่ามีปัญหาในการสื่อสารกับหัวหน้า แต่พอเรียนรู้เราก็สามารถพูดประเด็นสำคัญก่อนเลย ให้เขาฟังว่าสิ่งที่เราต้องการคือประเด็นนี้ เราก็พูดถึงความสำคัญแล้วก็ไล่ลงมา เป็นเหตุผลเป็นตัวอย่าง แล้วก็ปิดท้ายอีกทีนึง ทำให้เขาเข้าใจง่าย

เก๋ : มีความตระหนักมากขึ้นดีกว่า ก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่ได้ตระหนักมากเท่านี้ค่ะ พอเราได้เรียนเราก็เลยรู้ว่า มันสำคัญจริงๆ แล้วเราจะทำยังไงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเราเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ นอกจากเราจะ improve ตัวเองแล้ว เราจะ improve น้องๆได้ยังไง ก็คือมองถึงในส่วนรวมในแง่ของทีมมากขึ้นด้วย

อย่างในเรื่องของ Zero base คือเราทำงาน งานหนึ่งที่เกี่ยวกับการรีเสิร์ชตลาด แล้วก็ถือว่าเป็นงานใหม่ของทางทีม น้องในทีมที่เคยทำงานในสายนี้มาก่อน เขาก็จะมีการแชร์ไอเดีย ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็จะมีแบบ ‘อืม…เหรอๆ’ อะไรแบบนี้ พอได้เรียนแล้วเราเลยรู้สึกว่า เราอาจจะต้องเปิดรับฟังเค้า บางคนที่อธิบายหรือสื่อสารยังไม่ชัดเจน เราอาจจะต้องใจเย็น รับฟังเขามากขึ้น เป็นการเปิดใจยอมรับเขามากขึ้น หรือบางทีถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาในงานอย่างหนึ่งค่ะ บางครั้งเราจะใช้วิธีเดิมๆ ในการแก้ปัญหา เราไม่ได้วิเคราะห์ เราใช้ความเคยชิน ปัจจุบัน เราก็เปลี่ยนแล้ว เป็นว่าคุยกันในทีมแล้วเกิด ‘เพราะอะไร’‘เกิดได้ยังไง’ อะไรแบบนี้ อย่าง 5 ทำไม อย่างน้อย 5 ทำไมต้องมา มีการมานั่งคุยกันในทีม มีการมองหาปัญหาที่แท้จริง เพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด แบบไม่ใช้ความเคยชินในการแก้ไขปัญหา

เก๋ : สำหรับผมเปลี่ยนแน่นอนนะครับ เพราะผมมองว่า ก่อนหน้านี้เราอาจจะแก้ปัญหาด้วยการใช้ประสบการณ์เยอะ หรือเป็นเพียงแค่ความรู้ของเรานะครับ แต่อันนี้มันเป็นพอเราได้เนื้อหาอบรมเข้ามา เหมือนมีเครื่องมือ ที่ทำให้เรามีลำดีบการคิดที่ดีขึ้น มีการวิเคราะห์ในปัญหานั้นๆมากขึ้นนะครับ ผมเชื่อว่าการทำงานในองค์กรหรือในบริษัทยังไงเราต้องเจอปัญหาอยู่แล้ว ดังนั้นผมเชื่อว่าเมื่อเรามีเครื่องมือตรงนี้เราก็สามารถนำไปใช้ได้เลย ใช้ได้จริงด้วย

Q: แล้วในฐานะHR ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงหรือความแตกต่างหลังอบรมเป็นยังไงบ้าง?

เก่ง : อย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือการทำเรื่องของ Slide Presentation นะครับ มีการทำ เล่าเรื่องตาม story เลย แบบที่เราได้เรียนมานะครับว่า เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การดูเรื่องของประเด็นปัญหานะครับ การหาสาเหตุของปัญหาต่างๆนะครับ เป็นขึ้นเป็นตอน แล้วมันทำให้อย่างน้อยๆ มันทำให้เราได้เข้าใจมากขึ้น ได้วิเคราะห์มากขึ้น

Q: นอกจากที่ได้อบรมไปในเรื่องของ Problem solving และ Logical thinking แล้ว ยังมีเรื่องไหนที่สนใจอยากจะลองเข้าอบรมดู จะเป็นทักษะด้านไหน?

เก๋ : เก๋สนเรื่องของ Team management เพราะว่าในทีมคนค่อนข้างเยอะ แล้วหน้างานของแต่ละทีมแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ดู Analysis, Market research, Graphic design, booth and display,  แล้วก็บุคลิกของแต่ละคนแต่ละทีมก็แตกต่าง การที่จะให้แต่ละคนสามัคคีทั้งทีม ทำงานร่วมกันได้ และทำงานอย่างมีความสุข อันนั้นเก๋ก็มองว่าอยากจะให้ทีมมีตรงนี้
ยา : ส่วนตัวก็อยากเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับการบริหารทีม เพราะว่าตอนนี้ทีมที่ผมต้องดูมันใหญ่ขึ้น จากดูแลแผนกเดียวกลายเป็นต้องเป็นผู้ช่วยของส่วนก็บางทีผมก็อาจจยังบริหารทีมใหญ่ๆยังไม่เก่งพอ ก็เลยอยากจะเรียนรู้ทักษะตรงนี้เพิ่ม พวกManagement skill อะไรพวกนี้ครับ

Q: อยากให้ช่วยเล่าความรู้สึกถึงภาพรวมที่ได้มีการจัดอบรมกับHRIว่ามีความรู้สึกยังไงบ้าง?

ยา : ฬจากการอบรมครั้งนี้นะคะ ก็รู้สึกประทับใจ ทั้งในตัวเนื้อหาเองหรือตัววิทยากรเอง เรียกว่าเป็นหลักสูตรที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ไม่ใช่หลักสูตรแค่ที่อยู่ในตำรา แต่มีประโยชน์และเข้าใจได้ง่าย สามารถทำให้เรานำไปเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้ได้ด้วย แล้วก็ใช้งานได้จริงตรงนี้เก๋คิดว่าตอบโจทย์ค่ะ สำหรับออฟฟิส สำนักงาน ที่คิดจะอบรมหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง

เก่ง : อันดับแรกเลย คือผมมองว่าการเทรนนิ่งเป็นการมองผลระยะยาว  ซึ่งบางคนเวลาเรียนอาจจะรู้สึกว่าอยากให้จบเร็วๆ แม้ว่าเราจะอบรมจบแล้ว แต่มันยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดนะ ผมมองว่ามันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น จุดเริ่มต้นที่ทางผู้บริหารของบริษัทและทางเทรนเนอร์ได้เข้ามาจุดประการในเรื่องของ Problem solving ตรงนี้
เรื่องของทัศนะคติ เรื่องของการเทรนนิ่ง ในบริษัทผมก็มี หัวหน้างานบางอยากให้ทำงานอย่างเดียว ไม่ชอบที่จะไปอบรม คือการเทรนนิ่งผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ เพราะเรื่องของทรัพยากรบุคคลมันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในองค์กรนะครับ มันไม่ใช่เครื่องจักร ถ้าเรามัวแต่ทำงานแล้วเราไม่พัฒนาคนเลย มันก็จะทำให้คนในองค์กรอยู่ที่เดิมนะครับ แต่ถ้าเราพัฒนาคนได้ คนจะสามารถไปพัฒนาทุกอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นไปพัฒนาเครื่องจักร ถ้าเราไม่พัฒนาคนเลย เราไม่มีหลักคิดเรื่องของการแก้ไขปัญหา สมมติเรามีงานงานหนึ่งที่มันต้องใช้ต้นทุนมหาศาลเลย แต่เราได้หลักการนี้มาวิเคราะห์ในเรื่องของการลดต้นทุน ก็เพราะความรู้ตรงนี้แหละ ความรู้ที่เราได้เทรนนิ่งตรงนี้แหละไปใช้ แล้วมันก็ลด costตรงนั้นได้ มันก็ทำให้บริษัทกำไรมาก  ถ้าองค์กรไหนไม่มีการเทรนนิ่ง หรือไม่มีการพัฒนาคน อาจจะทำให้องค์กรไม่ทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ได้

Q: สุดท้ายนี้ อยากให้พูดถึงแผนการในอนาคตในส่วนของการอบรม คิดว่าคุณเก่งอยากจะอบรมหรือเสริมในส่วนทักษะไหนเพิ่มขึ้น?

เก่ง : ผมมองว่าอาจจะเป็นเรื่องของ Improvement skills และ development skills เรื่องของการปรับปรุงพัฒนางานนะครับ เพราะผมมองว่าหลังจากที่เราเรียนรู้เรื่องของ Problem solving ไปแล้ว มันคือเรื่องของการแก้ไขปัญหานะครับ ทีนี้เรื่องของการแก้ไขปัญหาผมเชื่อว่าปัญหามันก็จะมีเข้ามาเรื่อยๆนะครับ ดังนั้น Skill ในเรื่องของการปรับปรุงหน้างานของตัวเองหรือการ development ต่างๆนะครับ ผมมองว่ามันเป็นสิ่งสำคัญ ผมเชื่อว่างานทุกงานต้องมีการปรับปรุงตลอด ต้องมีการปรับปรุ่งอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์เทคนิค TOTO กรุงเทพมหานคร