เสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมอบรมโปรแกรม “Develop Business Thinking Skill with Assessment”

จากประสบการณ์ สู่การคิดอย่างเป็นระบบด้วย
Business Thinking Skill Development Program
| เส้นทางการเติบโตของผู้นำทีมจาก Kanebo Thailand |

พบกับประสบการณ์จริงจากผู้เรียน Business Thinking Skill Development Program โดย HRI Thailand — หลักสูตรที่ช่วยจัดระบบความคิด วิเคราะห์ปัญหาอย่างมีโครงสร้าง และต่อยอดสู่ความเป็นผู้นำในโลกธุรกิจจริง

ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การคิดเชิงธุรกิจ (Business Thinking)
กลายเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่ช่วยให้ผู้นำและผู้จัดการสามารถมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์
วิเคราะห์ปัญหาอย่างมีโครงสร้าง และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

หนึ่งในผู้เข้าร่วม “Business Thinking Skill Development Program” ของ HRI —

คุณไพลิน ประทีปวัฒนะวงศ์ (กิ๊บ) , Sales Manager จากบริษัท Kanebo Cosmetics (Thailand) —

ได้แบ่งปันมุมมองและประสบการณ์จริงที่ได้เรียนรู้จากการอบรม ไม่ว่าจะเป็นการจัดระบบความคิด
การพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ปัญหา ไปจนถึงการเปิดใจรับฟังมุมมองของผู้อื่นมากขึ้น

ในบทสัมภาษณ์นี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับการเปลี่ยนแปลงเชิงความคิดของคุณไพลิน หลังจากเข้าร่วมโปรแกรม พร้อมแนวทางการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปต่อยอดในการทำงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ

Q : รบกวนแนะนำตัวสั้น ๆ ค่ะ

ชื่อ ไพลิน ประทีปวัฒนะวงศ์ (กิ๊บ) นะคะ 
ทำงานมา 6 ปี ในตำแหน่ง Sales Manager รับผิดชอบยอดขายตามแบรนด์ที่ได้รับมอบหมาย
ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่ม Prestige ได้แก่ แบรนด์ SUQQU ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องสำอางค์และสกินแคร์ชั้นนำ และกลุ่ม Masstige ได้แก่ แบรนด์ KATE, ALLIE, FREEPLUS และ SUISAI โดยหน้าที่หลักคือดูแลเรื่องยอดขาย พนักงานหน้าร้าน และการประสานงานกับคู่ค้าต่าง ๆ

Q : ก่อนมาอบรมโปรแกรม Business Thinking Skill Development ของ HRI มีความคาดหวังหรือมีเป้าหมายอย่างไรเกี่ยวกับโปรแกรมนี้บ้างคะ ?

บริษัทแนะนำให้เรียน ซึ่งยินดีที่จะเรียน มองว่าเป็นโอกาสดี ๆ ที่บริษัทยื่นให้ พอได้อ่านหัวข้อที่จะได้เรียน ก็รู้สึกสนใจ เพราะเป็นทักษะที่เป็นประโยชน์ ได้ใช้ในการทำงานอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเราอาจจะใช้ทักษะด้วยประสบการณ์และความเคยชิน แต่ในแง่ของการทำให้เป็นระบบ หรือเป็น Structure  เราก็ยังขาดตรงนี้อยู่ เราอาจจะไม่เคยมองเข้าไปถึง Structure ความคิดของเรา

Q : ก่อนเข้าร่วมมองว่าตัวหลักสูตรน่าจะมาช่วยจัดระเบียบความคิดของเราให้เป็นระบบมากขึ้น แล้วหลังจากได้เข้าร่วมอบรมครบทั้ง 4 วัน รู้สึกอย่างไรกับเนื้อหาและบรรยากาศของการเรียนรู้โดยรวมบ้างคะ ? เป็นไปตามที่เราคาดหวังไหมคะ

ไม่เหนือความคาดหมายค่ะ เพราะคิดว่ารูปแบบการเรียนเป็นการหารือ Group Discussion ที่ช่วยให้ได้ใช้ทักษะที่เรียนมา ปรับใช้กับประสบการณ์ของเรา แล้วแชร์ให้เพื่อน ๆ ในคลาส รวมถึงได้เรียนรู้ข้อมูลจากเพื่อนๆ ในกลุ่มที่เป็นคนจากต่างบริษัท ต่างอุตสาหกรรมด้วย ดีที่ได้แลกเปลี่ยนกัน คิดว่าวัตถุประสงค์หลักของการเรียนรู้คือการนำไปใช้ในการทำงานจริง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญยิ่งกว่าการเรียนในห้องเรียน 4 ชั่วโมง เวลาทำงานก็จะนึกถึงหัวข้อต่างๆที่ได้เรียนไป ซึ่งที่ผ่านมาเราก็อาจจะมองไม่ได้ครบทุกมุม

Q : แล้วมีหัวข้อหรือช่วงใดของการอบรมที่รู้สึก “ประทับใจ” หรือ “ได้เรียนรู้มากที่สุด” คะ ?

หัวข้อ Setting Issue ค่ะ เพราะ pre-test ได้คะแนนน้อย เคยไปถามหัวหน้างาน หัวหน้างานก็ยืนยันว่าสิ่งนี้
เป็นประเด็นปัญหาจริง ๆ ก็เลยจำหัวข้อนี้ได้ ที่ผ่านมาเราอาจจะมองทุกอย่าง Positive เกินไป รอให้เกิดปัญหาก่อนถึงจะแก้ ซึ่งจริง ๆ แล้วบางอย่างเราควรจะ Concern ถึงมันก่อน แล้วดำเนินการไม่ให้มันไปถึงจุดที่เลวร้ายเกินไป ก็เลยมองว่าประทับใจหัวข้อนี้ แล้วก็เรียนรู้จากมันได้ค่อนข้างเยอะ

Q : ในโปรแกรมของเรา จะมีการนำเครื่องมือมาช่วยในการเรียนรู้หลายอย่าง อย่างแรกเลยคือมีการทำ “แบบประเมินทักษะทางธุรกิจ (Assessment)” ทั้งก่อนและหลังการอบรม รู้สึกอย่างไรกับกระบวนการนี้ และคิดว่าช่วยให้เห็นภาพการพัฒนาของตัวเองได้อย่างไรบ้างคะ ?

หลังทำ Pre- Test พอเห็นคะแนนก็จะโฟกัสในส่วนที่ได้คะแนนน้อยมากกว่า อย่างเราก็จะโฟกัสที่หัวข้อ Setting Issue แล้วพอได้เรียนก็เหมือนได้ฝึกฝน ผ่านไป 4 เดือน ก็รู้สึกว่ามันซึมซับโดยไม่รู้ตัว เราได้นำไปใช้ในการทำงานด้วย พอทำ post-test ก็ได้คะแนนมากขึ้น เหมือนมันได้เรียนรู้ไปในตัวอ่ะค่ะ เลยคิดว่าเห็นพัฒนาการตัวเองได้ชัดเจนจากตรงนี้

Q : อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ “แบบฝึกหัดหลังการอบรม” ที่จัดให้ผู้เข้าอบรมได้ทบทวนและนำไปใช้จริงในที่ทำงาน คุณไพลินคิดว่ากิจกรรมลักษณะนี้ช่วยต่อยอดการเรียนรู้ของคุณอย่างไรบ้างคะ ?

สำหรับการบ้าน ข้อดีคือ โจทย์ค่อนข้าง General ได้นำประสบการณ์ของตัวเองเข้ามา apply เนื่องจากที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ได้ใช้ตรรกะสักเท่าไหร่ พอได้กลับมาย้อนคิดจากประสบการณ์เก่า ๆ มา apply ในการบ้าน เช่น ทำไมยอดขายตก ก็ทำให้เราวิเคราะห์ได้ลึกขึ้น วิเคราะห์ได้ 360 องศามากขึ้น แม้ว่ามันอาจจะเป็นการวิเคราะห์จากประสบการณ์ที่ผ่านมา แต่ก็มีโอกาสที่อาจจะเกิดเรื่องเหล่านี้ได้อีกในอนาคต ช่วยให้เราตกผลึกมากขึ้น สามารถนำไปใช้ในการทำงานในอนาคตได้ด้วย

Q : ในโปรแกรม มีช่วง “3-Way Coaching” ระหว่างผู้เข้าอบรม–ผู้บังคับบัญชา–วิทยากร คุณไพลินมองว่ากระบวนการนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมการนำความรู้ไปใช้จริงในที่ทำงานอย่างไรบ้างคะ ?

3-Way Coaching  ดีนะคะ เพราะคนที่มองเห็นเราชัดที่สุดก็คือหัวหน้างานของเรา ที่มองเห็นเราจากด้านนอก และช่วยให้เรามองเห็นตัวเองได้ชัดขึ้น ช่วยยืนยันผลที่ได้จากคะแนนประเมินด้วยว่าเรื่องนี้เรามีปัญหาจริง เรื่องนี้มีการพัฒนาขึ้นจริง บางทีเรามองไม่เห็นตัวเราเอง ก็เลยมองเห็นได้มากขึ้นจากผลประเมินและสิ่งที่หัวหน้าคุยกับเรา

HRI : เรียกได้ว่า การได้รับคำชี้แนะจากหัวหน้า ช่วยให้เรายอมรับที่จะแก้ไขและพัฒนาตนเองในเรื่องนี้ได้  เหมือนเป็นกระจกสะท้อนความเป็นเราใช่ไหมคะ ?

ใช่ค่ะ บางทีลูกน้องเราจะไม่กล้าบอกว่าเราขาดตรงไหน แต่หัวหน้าเขาจะแนะนำได้

Q : ตลอดที่คุยกัน คุณไพลินกล่าวว่า การเรียนโปรแกรมนี้ทำให้เรามีพัฒนาการ อยากทราบว่าหลังจากจบการอบรมแล้ว มีสิ่งใดบ้างที่รู้สึกว่า “เปลี่ยนแปลง” ในตัวเองอย่างเป็นรูปธรรม และสิ่งนั้นส่งผลต่อการทำงานอย่างไรบ้างคะ ?

ที่เห็นได้ชัดเลยคือการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของบุคคลที่เกี่ยวข้องมากขึ้น จากเดิมที่คิดเองคนเดียว แต่เราเปลี่ยนแปลงไปฟังคนอื่นมากขึ้น แม้ว่าสุดท้ายเราจะต้องตัดสินใจเองอยู่ดี แต่ก็ทำให้เราตัดสินใจบนข้อมูลที่ได้จากคนอื่นมากขึ้น ความคิดและการตัดสินใจของเรายืดหยุ่นมากขึ้น

Q : หลังจากได้เรียนรู้ในครั้งนี้แล้วอยากต่อยอดการพัฒนาทักษะในด้านใดเพิ่มเติมต่อจากนี้บ้างคะ ?

ส่วนตัวอยากต่อยอดด้าน Leadership มองว่ามันคือศิลปะและทักษะ อาจจะต้องอาศัยทั้งเวลา และประสบการณ์ อีกอย่างสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อนร่วมงานมีความแตกต่างกัน คิดว่าเรายังมีจุดที่สามารถพัฒนาตรงนี้ได้อีกเยอะ ก็เลยอยากพัฒนาตรงนี้มากขึ้นนอกเหนือจาก Business Skills  ทั้งทักษะและความสัมพันธ์ควรจะต้องควบคู่กันไป

HRI : เป็นแนวทางการพัฒนาตนเองที่เป็นรูปธรรมมากค่ะ การเป็นหัวหน้า เราต้องไม่ใช่แค่เก่งอย่างเดียว จะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไอเดียของคุณไพลินถือเป็นความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มากสำหรับทาง HRI และผู้อื่นในการต่อยอดความรู้ค่ะ

Q : สุดท้ายนี้ อยากให้คุณไพลินฝากถึง “ความประทับใจ” ในการเข้าร่วมอบรมกับ HRI และสิ่งที่อยากให้เราพัฒนาต่อไปค่ะ

ประทับใจนะคะ ส่วนตัวห่างหายจากการเรียนไปนานมาก คนไทยส่วนใหญ่เติบโตมากับการศึกษาแบบ One way communication ดังนั้น การเรียนรู้แบบ Group discussion ในโปรแกรมนี้ มันช่วยให้เราเปิดใจ รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นมากขึ้น ส่วนตัวมองว่าการเรียนแบบนี้ถูกทาง เพราะคำตอบมันไม่มีถูก ไม่มีผิด อยู่ที่ว่าจะนำข้อมูลที่ได้แชร์กัน มา Improve ตนเองยังไงมากกว่า คิดว่าเป็นการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับยุคสมัยนี้

ส่วนที่อยากให้พัฒนา ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ โดยรวมค่อนข้างพอใจทุกอย่าง เรื่องเวลาในการอบรมก็เหมาะสมสำหรับคนทำงาน เดือนละครั้ง ใช้เวลา 4 ชั่วโมงไม่มากไปหรือน้อยไป ดีกว่าแยกย่อยออกเป็น 2 ชั่วโมง สั้น ๆ เพราะได้ใช้เวลาตกผลึกมากกว่า และเป็นคอร์สออนไลน์สามารถเข้าร่วมจากที่ไหนก็ได้ ไทม์มิ่งการเรียนของแต่ละเดือนก็เหมาะสม เพราะเรียนช่วงกลางเดือน ไม่ได้เรียนในช่วงต้นเดือนหรือปลายเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ตารางงานค่อนข้างยุ่งสำหรับตำแหน่งเซลล์ค่ะ

HRI Thailand ขอขอบพระคุณคุณไพลินสำหรับการให้สัมภาษณ์มา ณ ที่นี่ด้วยค่ะ ความคิดเห็นจากคุณไพลินในการสัมภาษณ์นี้ เป็นประโยชน์มากสำหรับทางสถาบันของเรา และก็น่าจะเป็นประโยชน์กับทางผู้เข้าร่วมโปรแกรมนี้ในอนาคต หวังว่าการเรียนรู้จากโปรแกรมของ HRI จะช่วยต่อยอดศักยภาพและมุมมองของคุณไพลิน ให้เติบโตเป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรอบข้าง และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน Kanebo ประเทศไทย ต่อไปค่ะ

หากท่านใดที่อ่านบทสัมภาษณ์นี้แล้วเกิดความสนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โพสต์ด้านล่างค่ะ

โปรแกรมฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงธุรกิจที่สำคัญ ส […]

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
เกี่ยวกับโปรแกรมพัฒนาทักษะการคิดเชิงธุรกิจและหลักสูตรอื่น ๆ
ได้ที่ E-Mail : [email protected] Tel : 02-1806115

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า